บทที่ 8 “เหตุใดท่านมีน้ำตา”
เยี่ยเสวียนมองนางด้วยแววตาสงสัย คล้ายกำลังถามโดยไม่เอ่ยปากว่า เจ้ากำลังพูดกับข้าหรือ
ฉางซีกะพริบตาปริบ ๆ คราวนี้ไม่ใช่ความมั่นใจ แต่เป็นความมึนงง
เขาไม่ทำตามคำสั่ง และยังไม่ถูกลงโทษ
…หรือจะถูกลงโทษแล้ว แต่มารน้อยผู้นี้ไม่แสดงออก
ฉางซีก้าวเข้าไปใกล้ โน้มใบหน้าเข้าหาเขาเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบเสียงเบา
“เจ้า… ไม่รู้สึกเจ็บเลยหรือ?”
เยี่ยเสวียนส่ายหน้า สีหน้ายังคงเรียบเฉย
“แบบ… มดกัดนิด ๆ ก็ไม่รู้สึกเลยหรือ?”
เขาส่ายหน้าอีกครั้ง
ฉางซีเหลือบตามองบน ถอนหายใจยาวอย่างเซ็งจัด ในหัวเริ่มปั่นป่วน
หรือว่านางจะพลาดตรงไหนไป ไม่… ทุกอย่างไม่มีผิดพลาด นางทำถูกทุกขั้นตอน
เยี่ยเสวียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่ง แต่แฝงความสงสัย
“เจ้า… ใช้ข้าหรือ”
คำถามนั้น ทำให้หัวใจของฉางซีสะดุดวูบหนึ่ง
…เขาไม่รู้ ว่านางเรียกเขา?
นางขมวดคิ้ว พยายามคิดหาคำตอบอีกทาง …หรือว่าจะเป็นเพราะนางเรียกเขาว่า มารน้อย
ตอนนี้เขามีชื่อแล้ว หากเช่นนั้น ใช้ชื่อของเขา บางทีพันธสัญญาอาจจะแสดงผล
“เอาอย่างนี้นะ เยี่ยเสวียน” นางเอ่ยช้า ๆ ราวกับกำลังวางแผน “เดี๋ยวข้าจะเรียกชื่อเจ้า แล้วบอกให้เจ้าทำลายดอกไม้พิษต้นนี้ แต่เจ้า ต้องไม่ทำ ขัดคำสั่งข้า เข้าใจหรือไม่”
เยี่ยเสวียนขมวดคิ้ว
“เหตุใดต้องทำเช่นนั้นด้วย”
“เอาเถิดน่า” ฉางซีโบกมืออย่างรำคาญ “ข้าสั่ง เจ้าทำ ตกลงหรือไม่”
แม้สีหน้าจะยังงุนงง แต่เยี่ยเสวียนก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย
“ตกลง”
ฉางซีสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เยี่ยเสวียน เจ้าจงทำลายดอกไม้พิษนั้น”
เยี่ยเสวียนยืนนิ่ง สายตาของเขาเลื่อนไปมาระหว่างดอกไม้พิษที่กำลังสั่นไหวตามแรงลม สลับกับใบหน้าของฉางซีแววตายังคงไม่เข้าใจนัก
และเขาก็ไม่ทำอะไรเลยตามที่นางบอก
ไม่มีพลังพุ่งออกมา
ไม่มีการทำลาย
….ไม่มีแม้แต่สายฟ้า
ฉางซีจ้องเขม็ง ก่อนจะถามเสียงเบา แต่เต็มไปด้วยความหวัง
“เจ้า… เจ็บปวดประหนึ่งฟ้าผ่าหรือไม่”
เยี่ยเสวียนส่ายหน้า
เพียงการส่ายหน้าเบา ๆ กลับทำให้ฉางซีรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาด เปรี้ยง! ลงกลางความหวังทั้งหมดของตนเสียเอง
เหตุใด…
เหตุใดพันธสัญญาถึงไม่ได้ผล!!
นางได้แต่ถามตัวเองในใจ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวสมองว่างเปล่า ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มพังทลายลงอย่างเงียบงัน
ฉางซีกำหมัดแน่น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เคยมี เลือนหายไปจนหมดสิ้น
เรื่องนี้… เริ่มไม่ตลกแล้ว
ฉางซีได้แต่ยืนเหม่อ ในหัวของนางผุดภาพนับวันถอยหลังอย่างเลี่ยงไม่ได้
วันหนึ่ง… วันนั้นมารน้อยผู้นี้จะฆ่านางอย่างทรมานเพียงใดกันนะ
คิดถึงตรงนี้ หัวใจก็หนักอึ้งจนแทบทนไม่ไหว นางเม้มริมฝีปากแน่น ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นจมูก ก่อนที่หยดน้ำใสจะเอ่อคลอขึ้นมา
ข้ารอดมาได้แล้วแท้ ๆ …
เหตุใดสวรรค์ถึงไม่เมตตาข้าขนาดนี้นะ…
“เหตุใดท่านมีน้ำตา”
เสียงของเยี่ยเสวียนดังขึ้นใกล้กว่าที่คิด ฉางซียังไม่ทันตั้งตัว เขาก็ก้าวเข้ามาอยู่ตรงหน้าแล้ว
มือของเขายกขึ้นอย่างลังเล คล้ายไม่แน่ใจว่าควรแตะต้องหรือไม่ แต่สุดท้ายก็วางลงเบา ๆ บนแก้มของนาง ประคองใบหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง
ปลายนิ้วอุ่น ๆ สัมผัสผิวแก้มที่เย็นเฉียบจากน้ำตา เยี่ยเสวียนก้มมองนางด้วยแววตาบริสุทธิ์ ไม่มีความระแวง ไม่มีเล่ห์กล มีเพียงความกังวลอย่างตรงไปตรงมา
“ท่านเจ็บหรือ” เขาถามเสียงเบา เหมือนตนเองก็เจ็บไปด้วย “หรือ… ข้าทำให้ท่านไม่สบายใจ”
ฉางซีชะงัก คำถามธรรมดาเหล่านั้น กลับทำให้หัวใจของนางสั่นไหวอย่างประหลาด
ฉางซีหลบสายตาเล็กน้อย พยายามกลั้นน้ำตา
นางส่ายหน้า
“ช่างเถิด…” คำพูดนั้นคล้ายเอ่ยกับตนเองมากกว่าผู้ใด สมองของนางหมุนคว้าง ก่อนจะตกผลึกเป็นความคิดใหม่ อย่างน้อยในเมื่อเขายังไม่รู้ความจริง และยังไม่คิดฆ่านาง นางก็สมควรใช้ช่วงเวลานี้ให้คุ้มค่า หลอกให้เขาช่วยตามหาของวิเศษ คืนพลังให้ตนเองก่อน
หากมีพลัง… นางก็ยังมีโอกาสรอด
เมื่อตัดสินใจได้ ฉางซีก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความหมาย
“ไปเถิด เจ้ามารน้อย ไปหาแสงสว่างกัน”
เยี่ยเสวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “เหตุใดต้องไปหาแสงสว่าง”
ฉางซียิ้มมุมปาก ก่อนจะยกมือขึ้น เอี้ยวกายเข้าใกล้ กอดคอของเขาอย่างแนบแน่น ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด
“มารดาเช่นข้า จะพามารน้อยเช่นเจ้าไปเปิดโลก”
เยี่ยเสวียนเลิกคิ้ว “มารน้อย คืออีกชื่อหนึ่งของข้าหรือ”
ฉางซีพยักหน้าโดยไม่ลังเล
“ใช่ เป็นชื่อที่มีเพียงข้าเท่านั้นที่เรียกเจ้าได้” พูดจบ นางยกมืออีกข้างขึ้น วาดปลายนิ้วเฉียดผ่านลำคอของเขาอย่างเชื่องช้า
“หากผู้ใดกล้าเรียกเจ้าเช่นนั้น… เจ้าต้องจัดการปิดปากคนผู้นั้น เข้าใจหรือไม่”
นางเชื่อว่าจอมมารย่อมหลงใหลการเข่นฆ่า การมอบอิสระให้เขาย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้การฆ่าจะไม่ใช่เรื่องดี แต่สำหรับนาง ผู้เคยเป็นเทพที่ดีแล้วอย่างไรเล่า สุดท้ายก็ถูกใส่ร้าย ถูกสาปแช่ง ถูกทอดทิ้ง
เมื่อความดีไร้ค่า การเป็นจอมมาร ทำสิ่งใดตามใจก็ไม่เห็นจะแย่ไปกว่ากัน
“ข้าเข้าใจแล้ว” เยี่ยเสวียนตอบรับอย่างว่าง่าย
จากนั้นทั้งคู่ก็ออกเดินทางจากเหวนรก ฝ่าความมืดอันหนาทึบและพลังที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติขึ้นมาสู่ชายป่าในดินแดนมนุษย์
